ปัญญาความคิด
เราได้เห็นว่ามนุษย์ได้พัฒนาจากสภาวะเร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติมาจนสู่สภาวะที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการเร่ร่อนล่าสัตว์ที่ชัดเจนมากขึ้นมาเป็นการกสิกรรมสังคมเผ่าเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมของบ้านและสังคมของเมือง เริ่มมีระบบการปกครองเป็นรูปร่างขึ้น พัฒนาการของมนุษย์นั้นมิใช่มีเฉพาะที่เห็นจากภายนอกดังกล่าวเท่านั้น
ความคิดของมนุษย์ก็พัฒนาสอดคล้องไปในแนวเดียวกันคือ เริ่มตั้งแต่ความไม่เข้าใจธรรมชาติ ทำให้เชื่อโลกเหนือธรรมชาติ
เชื่อผีสางเทวดาไปจนถึงชั้นหาทางติดต่อหรือควบคุมอำนาจเหนือธรรมชาติ อันทำให้เกิดพ่อมดหมอผี
และชนชั้นนักบวชซึ่งกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจในเผ่าและเมืองต่อมา สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการต่อสู้ของมนุษย์เพื่อจะอยู่รอดในสภาวะที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจธรรมชาติอย่างเพียงพอ
และการดิ้นรนครั้งแรกนี้ได้ทำให้สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจหรือระบบสังคมและการเมือง ระบบความเชื่อต่างๆ
พัฒนาตัวของมันตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ความคิดและความรู้ของมนุษย์
มนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้จักคิด
และความคิดของมนุษย์นั้นน่าอัศจรรย์ยิ่งนักเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถการติดชองสัตว์
มนุษย์จึงต่างกับสัตว์อย่างเห็นได้ชัดและแยกออกจากสัตว์อย่างสิ้นเชิง เมื่อพูดถึงสิ่งมีชีวิตเรามักแยกเป็นมนุษย์ สัตว์และพืช
ข้อนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ต้องการแสดงความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของตนกับเผ่าพันธุ์ของสัตว์
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือความเป็นนายธรรมชาติ และความมีวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ เช่นมีภาษาที่พัฒนาอย่างสูง รู้จักสร้างสรรค์งานทางศิลปะ เป็นต้น
ความคิดซึ้งทำให้มนุษย์เจริญกว่าสัตว์นี้มีลักษณะและความเป็นมาอย่างไรเป็นเรื่องที่เราต้องสนใจ หากปรารถนาจะเข้าใจอารยธรรมอย่างถ่องแท้
มนุษย์มิได้สร้างอารยธรรมขึ้นได้วันเดียว มนุษย์ต้องใช้เวลาอันยาวนานในการสร้างอารยธรรมมนุษย์ต้องเอากำลังกาย
ความคิดและคิดเอาชีวิตเข้าแลกจึงจะได้อารยธรรมอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ และความ
คิดนั้นเองที่ทำให้มนุษย์ใช้กำลังน้อยลง
แต่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อายุยาวขึ้น
และมีความสุขในรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้น
อะไรทำให้มนุษย์เจริญกว่าสัตว์ เราอาจตอบได้ว่าปัญญาหรือความรู้ของมนุษย์เหนือกว่าสัตว์
แต่ถ้าความเหนือกว่านี้เป็นเพียงปริมาณมนุษย์ก็คงไม่เหนือกว่าสัตว์เท่าไหร่นัก
ความรู้ของมนุษย์น่าจะต่างสัตว์ในแง่ลักษณะหรือชนิดของความรู้สึกด้วย ความรู้ของสัตว์เป็นความรู้ชนิดใด
ความรู้ของสังคมของสัตว์และมนุษย์ล้วนแต่เป็นการสนองตอบต่อสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมซึ่งสัตว์ชั้นต่ำกว่ามนุษย์สนองตอบนั้นเป็นชนิดง่ายๆ
ซึ่งระบบสัมผัสและระบบประสาทของสัตว์จะรับได้และการสนองตอบเหล่านี้ช่วยให้สัตว์ดำรงเผ่าพันธุ์ได้ แต่บรรพบุรุษของมนุษย์เริ่ม
มีลักษณะต่างกับสัตว์ที่ต่ำกว่ามาตั้งแต่เมื่อล้านหรือครึ่งล้านปีมาแล้ว เช่น
สักการะของมือและหัวแม่มือที่ใช้จับได้ดี
ลักษณะเชิงกราน ขา และเท้าเป็นต้นแต่ที่สำคัญที่สุดคือสมอง สมองส่วนหลังใหญ่ขึ้นและทำให้พื้นที่การมองเห็นกว้างกว่าขึ้น
สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษาละสัญลักษณ์ก็ขยายขึ้น
ส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้คนต่างจากสัตว์ก็คือการที่คนสามารถใช้สัญลักษณ์ได้
กล่าวคือคนสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องหมายกับความคิดได้ ปราศจากเครื่องหมายความคิดก็ไปได้ไม่ไกล
การพัฒนาระบบเครื่องหมายได้ทำให้มนุษย์ต่างกับสัตว์ กล่าวคือภาษาทำให้ความเจริญทางวัตถุเกิดขึ้นได้มาก และเพราะภาษาทำให้สังคมยิ่งซับซ้อนขึ้น ระบบการเขียน
การพิมพ์ การสื่อสาร ช่วยให้คนรับและส่งความรู้แก่กันได้
การพัฒนาทางร่างกายก็ทำให้คนเปลี่ยนจากการใช้เครื่องมือ เปลี่ยนจากการใช้กระดูกและหินมาจนถึงการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันหาความรู้เกี่ยวกับโลภภายนอกไปไกลถึงดวงดาวอื่น
และศึกษาละเอียดลงไปจนถึงส่วนประกอบของอะตอมที่สำคัญมากก็คือมนุษย์สามารถแยกโลกภายนอกคือโลกของวัตถุ
กับโลกภายในคือความรู้สึกนึกคิดของตนได้โดยรู้ตัวและเข้าใจ มิใช่เป็นเพียงทำไปตามแรงกระตุ้นของสัญชาตญาณให้ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมโดยไร้เหตุผลอย่างสัตว์